สำหรับชาวโรมันโบราณแล้วการอาบน้ำไม่ได้สะดวกง่ายดายเหมือนพวกเราในยุคปัจจุบัน ที่มีสบู่ช่วยในการชำระล้างร่างกาย แต่ชาวโรมันโบราณก็มีวิธีอันชาญฉลาด โดยใช้ขี้เถ้าผสมน้ำแล้วทาส่วนที่ต้องการทำความสะอาด หลังจากนั้นจึงทาทับด้วยน้ำมันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งองค์ประกอบของขี้เถ้ากับไขมันนั้น ก็คือด่างกับไขมันอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสบู่นั่นเอง
จุดกำเนิดไอเดียของสบู่แห่งแรกของโลก สันนิษฐานว่าอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่งชื่อ “ซาโป”(Sapo) เมื่อประมาณ 2500 กว่าปีมาแล้ว บนภูเขาลูกนี้จะมีการประกอบพิธี “บูชายัญ” โดยเอาสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่มาเผา(เผาทั้งเป็น) เพื่อเป็นการบวงสรวงต่อเทพเจ้าของชาวโรมัน หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว ไขมันจากสัตว์ก็ไหลออกมารวมตัวกับขี้เถ้าที่ได้จากการเผา เมื่อถูกฝนชะไหลลงสู่แม่น้ำไทเบอร์ บรรดาแม่บ้านชาวโรมันทั้งหลายได้นำก้อนไขมันเหล่านี้ไปใช้ซักผ้าปรากฏว่า ช่วยกำจัดสิ่งสกปรกออกจากผ้าได้เป็นอย่างดี นี่จึงเป็นเรื่องราวของสบู่ที่เกิดขึ้นจากความบังเอิญ
สำหรับคนกลุ่มแรกที่รู้จักกการผลิตสบู่ คือ ชาวสุเมเรียน วิธีการผลิตสบู่ของชาวสุเมเรียนก็คือ ต้มน้ำให้เดือด แล้วจึงผสมขี้เถ้าและไขมันเข้าไป กวนให้เข้ากันแล้วจึงเทเกลือลงไป ไขมันก็จะจับกันเป็นก้อนแข็งตัวลอยขึ้นมา และนั่นก็คือ “สบู่” ของชาวสุเมเรียน สบู่ของชาวสุเมเรียนนั้นยังไม่ได้คุณภาพที่ดีนัก มักจะนิ่มและแตกเป็นชิ้นได้ง่ายๆ เมื่อสบู่เป็นที่ใช้กันแพร่หลายมาก ในระยะหลังจึงมีการเติมเกลือเข้าไป เพื่อให้ระยะเวลาในการจับตัวกันของไขมันนานขึ้นกว่าเดิม ทำให้สบู่แข็งกว่าเดิม
ขณะที่ในอีกซีกโลกหนึ่ง การเกิดขึ้นของสบู่ เป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ พืชหลายชนิดมีคุณสมบัติทางเคมีคล้ายสบู่ ใช้ซักล้างได้ และมีฟองอีกด้วย ซึ่งชาวพื้นเมืองในทวีปอเมริกันและชาวอินเดียนแดงเผ่าต่างๆก็เคยใช้ทำความสะอาดมาแล้ว ธรรมชาติยังได้สร้างสรรค์ที่น่าสนใจสำหรับสบู่ ในทะเลอีเจียน ทั้งเกาะนั้นประกอบด้วยสารละลายคล้ายสบู่ แต่ไม่เหมาะจะนำมาใช้ซักล้างและทำความสะอาดผิวกาย เวลาที่ฝนตกหนักนั้นทั่วทั้งเกาะจะสูงขึ้นหนาหลายฟุตเลยทีเดียว
ในยุโรปยุคกลางสบู่ได้ถูกผลิตขึ้นโดยใช้ถ่านที่ทำด้วยไม้ผสมกับไขมันของสัตว์ ผลที่ได้ก็คือ สบู่เหลว แต่มีกลิ่นที่เหม็น และก็ไม่ได้นำมาชำระล้างร่างกายอย่างในปัจจุบัน แต่กลับนำไปใช้ซักล้างทำความสะอาดเสื้อผ้าเสียมากกว่า และสูตรการทำสบู่นี้ก็ไม่ได้มีการปรับปรุงอีกเลยจึงกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะชาวยุโรปก็ไม่ได้มีความสนใจที่จะใช้สบู่ทำความสะอาดร่างกายอยู่แล้ว
สบู่ที่เราใช้ทำความสะอาดร่างกายกันอยู่ในทุกวันนี้ มีรากฐานมาจากชาวมุสลิมในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เริ่มตั้งแต่ในช่วงศตวรรษที่ 7 เมืองหลักที่ผลิตสบู่ล้วนแต่เป็นเมืองที่ชาวมุสลิมอยู่อาศัยทั้งสิ้น อาทิเช่น เมืองคูฟา(ชาวอิรัก) เมืองบาสรา(ในประเทศอิรักอีกเช่นกัน) เมืองนาบลุส(ชาวปาเลสไตน์) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนาบลุส เป็นเมืองที่ส่งออกสบู่ชั้นนำของโลก สบู่ที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากสบู่ของชาวอาหรับ (Arabian Soaps) สบู่ของชาวอาหรับมีกลิ่นหอมรัจจวนใจและมีสีสันสวยงาม มีทั้งแบบแข็งเป็นแท่ง สบู่เหลวก็มีเช่นกัน ในศตวรรษที่ 8 ซีเรียเป็นแหล่งผลิตสบู่ก้อนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
ในการปกครองของจักรวรรดิมุสลิมอุตสาหกรรมสบู่ก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากน้ำมันมะกอกซึ่งเป็นวัตถุดิบอย่างดีในการทำสบู่หาได้ง่ายมาก ในช่วงศตวรรษที่ 13 เฉพาะที่เมืองเฟซประเทศโมร็อคโคเพียงเมืองเดียวมีแหล่งผลิตสบู่มากมายถึง 27 ราย เป็นสินค้าส่งออกไปยังยุโรปในแถบเมเดเตอร์เรเนียนข้ามเทือกเขาแอลป์ไปจนถึงอิตาลีด้วย
บันทึกของชาวอาหรับทำให้เราได้รู้เรื่องราวของสบู่ในยุคโบราณมากยิ่งขึ้น จากผลงานของอัลราซี นักวิทยาศาสตร์ชาวมุสลิมผู้ยิ่งใหญ่ อัลตากี แพทย์ชาวซีเรีย
สบู่ของชาวมุสลิมนั้นเป็นสบู่ที่น่าใช้มากๆ การผลิตสบู่ของชาวมุสลิมนั้นใช้น้ำมันพืชอย่างดี เช่นน้ำมันมะกอก เป็นพื้นผสมกับสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ ผสมกับน้ำหอม ซึ่งเป็นต้นฉบับของการทำสบู่ในปัจจจุบันทุกประการ ราคาในสมัยนั้นสบู่ราคาก้อนละ 3 ดิรฮัม(ประมาณ 0.3 ดีนาร์) สาเหตุสำคัญที่ทำให้ชาวมุสลิมสามารถผลิตสบู่อย่างยอดเยี่ยมน่าจะมาจากความศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า เพราะศาสนาอิสลามสอนให้ ทำความสะอาดร่างกายก่อนจะทำพิธีละหมาด ซึ่งต้องทำถึง 5 ครั้งต่อวัน
คุณไม่มีรายการสินค้าในรถเข็นของคุณ



ช่วยเหลือ
เกี่ยวกับเรา
เว็บเพื่อนบ้าน